แสงสว่างเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต การเลือกหลอดไฟที่ใช้งานได้ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตัวเลือกยอดนิยมก็คือ หลอดไฟ LED และหลอดฟลูออเรสเซนต์ เพราะหาซื้อได้ง่าย ใช้งานได้มีประสิทธิภาพ แต่ทั้ง 2 แบบก็มีข้อแตกต่างกัน ไปดูดีกว่าหลอดไฟแต่ละแบบมีจุดเด่นอย่างไร ทำงานอย่างไร และอันไหนเหมาะกับการใช้งานของเรามากกว่า

หลอดไฟ

หลอดไฟ LED คืออะไร?

หลอดไฟ LED คือ หลอดที่ทำจากไดโอดแบบเปล่งแสง หรือสารกึ่งตัวนำไฟฟ้า ลักษณะการทำงานคือ กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าและปล่อยแสงสว่างออกมาทันที ตัวหลอดไฟมีหลายสี ทั้งสีแดง สีน้ำเงิน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ ต่อมาจึงมีหลอดไฟสีขาวสำหรับให้ความสว่างเป็นแสงสีขาว ทำให้เหมาะใช้ทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน  รวมถึงอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิต

คุณสมบัติของหลอดไฟ LED ที่โดดเด่นคือ ทนทาน กินไฟน้อย ตัวหลอดไฟมีความร้อนน้อยมาก แตกต่างกับหลอดไฟประเภทอื่นๆ ที่แตะตัวหลอดระหว่างใช้งานไม่ได้ เพราะร้อนมากเนื่องจากทำงานโดยเผาไส้เพื่อให้เกิดแสงสว่าง

หลอดฟลูออเรสเซนต์คืออะไร?

หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) หรือ หลอดเรืองแสง หลอดวาวแสง หรือชื่อที่คุ้นเคยกันดีคือหลอดนีออน คือหลอดที่บรรจุปรอทความดันต่ำเอาไว้ การทำงานของหลอดฟลูออเรสเซนต์คือเมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านหลอดไฟ ปรอทจะปล่อยรังสีอุลตราไวโอเลตออกมากระตุ้นกับสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ ทำให้เปล่งแสงให้ความสว่างออกมา

ลักษณะของหลอดฟลูออเรสเซนต์ คือ เป็นหลอดแก้วทรงกระบอก หรือหลอดตรง ที่โดดเด่นคือสามารถดัดโค้งเป็นรูปทรงอื่นๆ ด้วย จึงนิยมใช้ทั้งในบ้าน นอกบ้าน รวมถึงใช้ประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม และหลอดฟลูออเรสเซนต์ยังทนทาน ใช้ได้นานกว่าหลอดไส้ทั่วไป แต่การใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ต้องมีอุปกรณ์อื่นร่วมด้วย คือ บัลลาสต์ และสตาร์ตเตอร์ เพราะหลอดฟลูออเรสเซนต์ไม่สามารถต่อกับวงจรไฟฟ้าในบ้านได้โดยตรงเนื่องจากจะทำให้หลอดไส้ขาดทันที

หลอดฟลูออเรสเซนต์

เลือกหลอดไฟแบบไหนดี?

หลายคนอาจะสงสัยว่าควรเลือกหลอดไฟแบบไหน ก็ต้องมาศึกความแตกต่างระหว่างหลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอด LED ซึ่งมีดังนี้

  1. หลอดฟลูออเรสเซนต์มีอันตรายตรงที่มีปรอทบรรจุอยู่ภายในหลอด หากทำแตกจะเป็นอันตรายมาก ไม่ควรไปโดนเด็ดขาด ถ้าโดนต้องรีบไปล้างแผลทันที
  2. หลอดฟลูออเรสเซนต์เมื่อใช้งานนาน ตัวหลอดจะมีความร้อนสูง แตะต้องไม่ได้ แตกกต่างจากหลอด LED ที่มีความร้อนน้อย สามารถแตะต้องได้ระหว่างใช้งาน
  3. หลอดฟลูออเรสเซนต์จะเสียง่ายเมื่อเปิดปิดบ่อยๆ แตกต่างกับหลอด LED ที่ทนทานมากกว่า
  4. หลอดฟลูออเรสเซนต์สามารถดัดเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อความสวยงามได้ สามารถใช้ทำป้ายไฟตัวอักษรหรือใช้ประดับตกแต่งสถานที่ได้
  5. หลอดฟลูออเรสเซนต์มีราคาถูกกว่าหลอด LED ประมาณ 2-3 เท่า
  6. หลอดฟลูออเรสเซนต์โดยปกติกินไฟมากกว่าหลอด LED ทำให้ต้องเสียค่าไฟมากกว่า แต่ปัจจุบันหลอดฟลูออเรสเซนต์มีหลายแบบ และได้รับการพัฒนาให้กินไฟน้อยลง จึงประหยัดไฟมากขึ้น เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบคอมแพค หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบประสิทธิภาพสูง
  7. หลอดฟลูออเรสเซนต์มีอายุการใช้งานประมาณ 20,000 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่าหลอด LED ที่มีอายุการใช้งานประมาณ 50,000 ชั่วโมง หรือสามารถใช้ได้ประมาณ 4 – 5 ปีทีเดียว
  8. หลอดฟลูออเรสเซนต์เมื่อกดสวิทช์เปิด หลอดไฟจะกะพริบก่อนติด ขณะที่หลอด LED จะติดไฟทันที
  9. หลอด LED มีความทนทานกว่าเพราะผลิตจากพลาสติก จึงทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดี เหมาะกับการไปติดตั้งบนยานพาหนะ เช่น เครื่องบิน รถยนต์

จากข้อแตกต่างดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอด LED มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ถ้าเปรียบในด้านการประหยัดไฟ หลอดฟลูออเรสเซนต์รุ่นใหม่ก็สามารถประหยัดไฟได้ไม่ต่างจากหลอด LED แล้ว แต่หลอด LED จะมีข้อได้เปรียบตรงที่ทนทานมากกว่า ใช้ได้นานกว่า แต่ถ้าต้องการความสวยงามอย่างการประดับตกแต่ง การดัดหลอดไฟเป็นรูปทรง การใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์จะเหมาะกว่า

ทั้งนี้ถ้าต้องการความปลอดภัย  หลอดไฟ LED จะเหมาะกว่า เพราะหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้น ระหว่างใช้งานจะมีความร้อนสูง และถ้าเกิดแตกหัก ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอาจสัมผัสโดนปรอทจนก่อให้เกิดอันตรายกับผิวได้ ขณะที่หลอด LED ไม่มีปรอทด้านใน ต่อให้แตกหักก็ยังปลอดภัยกว่ามาก เหมาะกับการใช้งานในบ้านโดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กๆ อยู่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save