ไวรัสโควิด-19 (Covid-19) หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีจุดเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ตั้งแต่ปลายปี 2019 และกำลังระบาดไปเกือบทั่วโลกในขณะนี้และมีแนวโน้มที่จะระบาดมากขึ้นไปอีก อีกทั้งยาต้านไวรัสหรือวัคซีนป้องกันโรคนี้ก็อยู่ระหว่างการพัฒนา ทำให้เราต้องป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสนี้กันมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับความอันตรายของไวรัสโควิด-19 และวิธีป้องกันเมื่อออกนอกบ้านกัน

ไวรัสโควิด-19 คืออะไร?

ไวรัสโควิด-19 (Covid-19) (อ่านว่า โควิด-ไนน์ทีน) คือชื่ออย่างเป็นทางการของ เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (2019-nCoV) ย่อมาจากคำว่า Corona Virus Disease และ 19 คือปีที่มีการรายงานการแพร่ระบาด คำว่า “โคโรน่า” (Corona) ในภาษาละติน แปลว่า “มงกุฎหรือรัศมี” เนื่องจากไวรัสชนิดนี้มีรูปทรงคล้ายกับมงกุฎ ไวรัสสายพันธุ์นี้เคยมีเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว 6 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นโรคในตระกูลเดียวกับโรคซาร์ส (SARS) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงที่เคยเริ่มต้นระบาดจากจีนในปี 2002-2003 และโรคเมอร์ส (MERS) ซึ่งระบาดในตะวันออกกลาง เมื่อปี 2012-2014

อันตรายจากไวรัสโควิด-19

อาการของไวรัสโควิด- 19 นี้มีลักษณะคล้ายกับอาการไข้หวัดเป็นอย่างมาก เบื้องต้นผู้ป่วยจะมีอาการทั่วไปเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล จาม และหายใจเหนื่อยหอบ ซึ่งเป็นอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ หรืออาจมีอาการท้องเสียเกิดขึ้นร่วมได้ด้วย ด้วยอาการของโรคคล้ายกับไข้หวัด ทำให้ผู้ป่วยส่วนมากคิดว่าไม่เป็นไรจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการปอดบวมหรือปอดอักเสบ ไตวาย ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ความรุนแรงของเชื้อโรคนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่เข้าไปยังปอด ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยการสัมผัสเชื้อโรคสัมผัสจมูก ปาก หรือการสูดอากาศที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่เข้าไป ถ้ามีเชื้อเข้าไปสู่ปอดเป็นจำนวนมากก็จะทำให้ปอดอักเสบรุนแรง จนปอดทำหน้าที่แลกออกซิเจนไม่เพียงพอจนเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และเนื่องจากเชื้อไวรัสนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาสู้โรคได้ไม่ทัน ทำให้ผู้เสียชีวิตส่วนมากเป็นผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังอยู่แล้ว

วิธีการรักษาไวรัสโควิด- 19

ในขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคโควิด-19ที่แน่นอน ทำให้แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยตามอาการ โดยรักษาแบบไข้หวัดใหญ่ คือให้ยาตั้งแต่ระยะแรกของโรค แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มียาต้านไวรัสนี้ได้โดยตรงและวัคซีนป้องกันโรคชนิดนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา เนื่องจากเป็นเชื้อโรคที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งวัคซีนป้องกันสามารถผลิตได้ในเวลา 6 – 12 เดือน

โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้โดยมีผู้ป่วยที่รักษาให้หายได้แล้วหลายรายทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่การที่มีผู้เสียชีวิตหลายราย เป็นเพราะเกิดอาการรุนแรงเฉียบพลัน หรือผู้ป่วยไปพบแพทย์ช้าเกินไปจนอาการรุนแรง ดังนั้นผู้ที่มีอาการเข้าข่ายจึงควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อจะได้ตรวจหาเชื้อและรักษาได้ทันท่วงที รวมทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้แพร่ไวรัสไปสู่คนอื่นๆ อีกด้วย

วิธีป้องกันตัวเองจากไวรัสโควิด-19

หลังจากพบการระบาดมากขึ้น ทำให้ทั่วโลกต่างจับตามองเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสนี้ทำให้เราต้องระวังและป้องกันตัวจากเชื้อไวรัสนี้กันมากขึ้น วันนี้เรามาดูวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโควิดโควิด-19 เมื่อต้องออกนอกบ้านกัน

1. ใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ

เนื่องจากไวรัสชนิดนี้ติดต่อกันได้ผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอย่างน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ ทำให้เราอาจเผลอนำมือที่มีเชื้อโรคไปจับหน้า จมูก ปาก ทำให้เชื้อโรคเข้าไปสู่ปอดได้ง่ายขึ้น และโรคนี้ยังติดต่อได้ผ่านการสูดอากาศที่มีเชื้อโรคลอยอยู่เข้าไป ดังนั้นจึงควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดเชื้อโรค และช่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ เพราะเราอาจสัมผัสเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว

2. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด

โควิด – 19 เป็นไวรัสที่ใช้เวลาในการฟักตัว 5-12 วัน ถึงจะแสดงอาการ และเชื้อไวรัสก็ยังติดต่อได้ผ่านทางสารคัดหลั่ง ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงที่ที่มีคนแออัด หรือไม่อยู่ใกล้ผู้ที่ไอหรือจาม เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย สำหรับที่มีอาการเข้าข่ายควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคสู่ผู้อื่น

3. รับประทานอาหารปรุงสุก

โควิด- 19 มีต้นกำเนิดจากสัตว์ ดังนั้นจึงควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกเท่านั้น เพราะเชื้อไวรัสนี้ตายได้ด้วยความร้อน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับสัตว์และไม่ควรรับประทานสัตว์ป่า รวมไปถึงไม่ควรใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับคนอื่นอีกด้วย

สำหรับคนที่ต้องออกจากบ้านเราก็ได้วิธีป้องกันไวรัสโควิด- 19 กันไปแล้ว นอกจากวิธีการเหล่านี้ เราก็ต้องไม่ลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเชื้อไวรัสจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และหากใครที่มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ และหายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ให้รีบสวมหน้ากากอนามัยและไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที

บทความที่น่าสนใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save